 |
 |
|
| |
ปัจจุบันโรคมะเร็งมีอัตราการเกิดเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆจนเป็นสาเหตุที่สำคัญอันดับต้นๆที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต
สาเหตุของโรคมะเร็งเริ่มชัดเจนมากขึ้นว่าสัมพันธ์กับพันธุกรรมที่มียีนก่อมะเร็งร่วมกับพฤติกรรมความเป็นอยู่ที่รับสารพิษต่างๆจากสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น ทำให้เซลล์ในตำแหน่งต่างๆ ของร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในลักษณะรูปร่างและการทำงาน เกิดเป็นมะเร็ง ขึ้น
ในอดีตการวินิจฉัยโรคมะเร็งค่อนข้างยากต้องรอจนกว่าผู้ป่วยมีอาการผิดปกติจากโรคซึ่งหมายความถึงโรคที่เป็นมากแล้วจึงจะสามารถวินิจฉัยได้ แต่ในปัจจุบันทางการแพทย์ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วจนสามารถนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาช่วยหารอยโรคในเบื้องต้นของโรคมะเร็งบางชนิดได้โดยที่ผู้ป่วยยังไม่แสดงอาการ ทำให้มีโอกาสให้การรักษาโรคได้เร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
มะเร็งตับ (Hepatocellular carcinoma)
มะเร็งตับเป็นมะเร็งอีกชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในคนเอเชีย โดยพบได้ประมาณ 40 คนจากประชากรทั้งหมด 200,000 คน คิดเป็น 10-50% ของโรคมะเร็งที่พบทั้งหมด ส่วนใหญ่มักพบในผู้ชาย อายุเฉลี่ย 60 ปี
มะเร็งชนิดนี้มีความสำคัญเนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีคุณภาพชีวิตต่ำและมักจะเสียชีวิตเร็วเนื่องจากกว่าจะตรวจพบ โรคมักจะเป็นมากแล้ว
เราสามารถให้การวินิจฉัยโรคมะเร็งตับเมื่อเริ่มเป็นได้หรือไม่
มะเร็งตับเป็นมะเร็งที่มีโอกาสหายได้น้อย โดยผู้ป่วยที่จะมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้จะต้องมีก้อนมะเร็งขนาดเล็ก สามารถรักษาด้วยการผ่าตัด ฉีดสารฆ่ามะเร็งเข้าที่ก้อนโดยตรง หรือการใช้เลเซอร์ หรือคลื่นความถี่สูงทำลายเซลล์มะเร็ง
ดังนั้นการที่จะช่วยยืดระยะเวลาการมีชีวิตอยู่และให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ จำเป็นที่จะต้องตรวจหามะเร็งระยะแรกในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่
1. ผู้ชาย อายุประมาณ 60 ปี และมีประวัติโรคมะเร็งตับในครอบครัว
2. ผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี และซี แบบเรื้อรัง โดยมีรายงานพบผู้ป่วยมะเร็งตับทั่วโลกมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี ประมาณ 80 %
3. ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อโรคตับแข็ง ได้แก่
ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ โดยพบว่าผู้ป่วยตับแข็งมีโอกาสเป็นมะเร็งตับสูงถึง 40 เท่าเมื่อเทียบกับคนที่มีตับปกติ และในผู้ป่วยมะเร็งพบว่ามีตับแข็งอยู่ 30-70%
ความผิดปกติในการสะสมธาตุเหล็ก ทำให้เกิดตับแข็งได้ง่าย
ผู้ที่ได้รับสารไวนิลคลอไรด์หรือพีวีซีที่ใช้ผลิตพลาสติก
ผู้ที่ได้รับสารโลหะประเภท เหล็กและสารหนูสะสมในร่างกาย
สารอัลฟลาท็อกซินที่เกิดจากเชื้อราในถั่ว แป้งสาลี ข้าว หรือข้าวโพด เป็นต้น
4. ผู้ใช้ยาฮอร์โมนเพศชาย ที่ใช้รักษาโรคโลหิตจาง หรือการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
5. ผู้ใช้ยาคุมกำเนิด
6. ผู้ที่สูบบุหรี่ มีข้อมูลพบว่าเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับสูงขึ้น
การตรวจแบบต่างๆ
การตรวจวินิจฉัยโรคที่แม่นยำที่สุดคือ การตรวจชิ้นเนื้อโดยตรง แต่การที่ผู้ป่วยทุกรายจะต้องทำการตรวจดังกล่าวเป็นไปได้ยากและการตรวจนี้ยังอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้จากการที่ต้องแทงเข็มขนาดค่อนข้างใหญ่ผ่านผิวหนังเข้าไปที่ตับทำให้ผู้ป่วยเจ็บ และเสียเลือดได้ง่าย จึงควรใช้การตรวจที่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อผู้ป่วยน้อยที่สุดแต่ให้ประโยชน์มากที่สุด
1. การตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของตับ พบความผิดปกติได้ 50-75% โดยเฉพาะระดับอัลฟาฟีโตโปรตีน (alpha-fetoprotein, AFP) แต่อย่างไรก็ตามโปรตีนชนิดนี้สามารถพบได้ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งที่อื่น (non-seminomatous germ cell tumour) และในโรคไวรัสตับอักเสบ (ความไวในการตรวจ 15-70% และความจำเพาะ 60%) และยังพบผู้ป่วยมะเร็งได้ถึง 40% ที่ไม่มีความผิดปกติของสารตัวนี้
2. การตรวจทางรังสี ช่วยให้เห็นลักษณะ รูปร่าง ขนาด ปริมาณ และตำแหน่งของก้อนได้
อัลตราซาวน์ เป็นการใช้คลื่นเสียงผ่านตับเพื่อหาความผิดปกติ (ความไวในการตรวจ 20%-50% และความจำเพาะ 92%-96%) มีโอกาสน้อยที่จะตรวจพบก้อนขนาดเล็กกว่า 2 เซนติเมตร (13%)
การตรวจระดับอัลฟาฟีโตโปรตีน (alpha-fetoprotein, AFP) ร่วมกับอัลตราซาวน์ตับ ทุก 6-12 เดือน โอกาสตรวจพบความผิดปกติเพิ่มขึ้น 10-20%
เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (computed tomography , CT) บริเวณตับเพื่อหาก้อน ซึ่งจะสามารถให้รายละเอียดของก้อนและการแพร่กระจายเข้าสู่หลอดเลือดดำได้ดีกว่าการตรวจด้วยอัลตราซาวน์
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ( magnetic resonance imaging, MRI) สามารถให้ข้อมูลของก้อนเนื้องอกได้ดี แต่ค่าใช้จ่ายสูง
นวัตกรรมใหม่เพื่อชีวิตที่ดีกว่า
ในระยะหลายปีที่ผ่านมาความก้าวหน้าทางเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (multi-detector CT, MDCT) ผสานกับเทคโนโลยีที่เรียกว่า spiral CT ทำให้ประสิทธิภาพในการตรวจรวดเร็วและภาพที่ได้มีความละเอียดชัดเจนมาก สามารถตรวจโรคมะเร็งตับได้ด้วยความไวกว่า 80% และมีความจำเพาะถึง 90%
วิธีการตรวจ
การตรวจตับด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์นี้จะใช้เวลาประมาณ 20 นาที โดยมีขั้นตอนการตรวจคล้ายกับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ในส่วนอื่นๆของร่างกาย
เนื่องจากผู้ป่วยจำเป็นที่จะต้องได้รับสารทึบรังสีเข้าทางหลอดเลือด และดื่มน้ำที่ผสมสารทึบรังสี ดังนั้นผู้ป่วยจะต้องงดน้ำและอาหารก่อนการตรวจ 6 ชั่วโมง และแจ้งข้อมูลเพื่อเตรียมป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ได้แก่
โรคหอบหืดที่รุนแรง
โรคไตหรือมีระดับสารครีเอตินีนสูง
มีประวัติแพ้อาหารทะเล แพ้ยา หรือเคยแพ้สารทึบรังสีจากการตรวจเอกซเรย์มาก่อน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
สถาบันหัวใจเพอร์เฟคฮาร์ท-ปิยะเวท โทร 026256500
หรือ mailto:p_paijit@piyavate.com |
|
|
|
 |
|
 |