ปัจจุบันโรคมะเร็งมีอัตราการเกิดเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆจนเป็นสาเหตุที่สำคัญอันดับต้นๆที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

สาเหตุของโรคมะเร็งเริ่มชัดเจนมากขึ้นว่าสัมพันธ์กับพันธุกรรมที่มียีนก่อมะเร็งร่วมกับพฤติกรรมความเป็นอยู่ที่รับสารพิษต่างๆจากสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น ทำให้เซลล์ในตำแหน่งต่างๆ ของร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในลักษณะรูปร่างและการทำงาน เกิดเป็น”มะเร็ง” ขึ้น

ในอดีตการวินิจฉัยโรคมะเร็งค่อนข้างยากต้องรอจนกว่าผู้ป่วยมีอาการผิดปกติจากโรคซึ่งหมายความถึงโรคที่เป็นมากแล้วจึงจะสามารถวินิจฉัยได้ แต่ในปัจจุบันทางการแพทย์ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วจนสามารถนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาช่วยหารอยโรคในเบื้องต้นของโรคมะเร็งบางชนิดได้โดยที่ผู้ป่วยยังไม่แสดงอาการ ทำให้มีโอกาสให้การรักษาโรคได้เร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งอันดับต้นๆที่คร่าชีวิตประชากรทั่วโลก ผู้ป่วยส่วนใหญ่กว่า 90% มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และโอกาสเป็นโรคมากขึ้นในผู้ป่วยที่อายุมากขึ้น พบได้ทั้งเพศชายและหญิง มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ มีประวัติโรคมะเร็งลำไส้ในครอบครัว สูบบุหรี่ อ้วน มีกิจกรรมหรือการเคลื่อนไหวน้อย ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารที่มีกากน้อย

ทำไมต้องตรวจหารอยโรคเบื้องต้น

เนื่องจากมะเร็งส่วนใหญ่เกิดมาจากติ่งเนื้องอกหรือริดสีดวงที่อยู่ในลำไส้ใหญ่มีการเจริญที่ผิดปกติจนเกิดเป็นมะเร็งขึ้น ฉะนั้นถ้าสามารถตรวจหาติ่งเนื้องอกหรือริดสีดวง (precancerous polyps) ก่อนก็สามารถทำการรักษาได้ก่อนที่จะมีมะเร็งเกิดขึ้น

ในกรณีที่เป็นมะเร็งแล้ว การตรวจพบในระยะแรกๆ ที่เนื้อมะเร็งยังไม่ลุกลามออกนอกลำไส้และยังไม่แพร่กระจาย โอกาสที่จะรักษาให้หายได้หรือยืดระยะเวลาการมีชีวิตอยู่เป็นไปได้สูง

วิธีการตรวจ การตรวจหารอยโรคในลำไส้ใหญ่ในปัจจุบันมีหลายวิธีด้วยกัน ได้แก่

1. การตรวจอุจจาระเพื่อหาเม็ดเลือดแดง (Fecal Occult Blood Test) เป็นการตรวจหาเม็ดเลือดแดงที่อยู่ในอุจจาระโดยที่ยังไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มีความแม่นยำต่ำ
2. การตรวจเลือดเพื่อหาสาร carcinoembryonic antigen (CEA) ใช้ในการติดตามการรักษามากกว่าการตรวจหาโรค
3. การส่องกล้องผ่านทางทวารหนัก (Flexible Sigmoidoscopy และ colonoscopy) สามารถเห็นก้อนเนื้อได้โดยตรงและสามารถทำการตัดชิ้นเนื้อได้ในการตรวจเดียวกัน
4. การสวนแป้งและลมผ่านทางทวารหนัก (Barium enema) มักใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการผิดปกติแล้ว และโอกาสที่จะพบติ่งเนื้อขนาดเล็กมีต่ำ
5. การตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิดความเร็วสูง (CT virtual colonoscope) ในระยะหลายปีที่ผ่านมาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า spiral CT ร่วมกับที่มีตัวตรวจรับภาพตั้งแต่ 4,16,40, และ 64 แถว ทำให้มีประสิทธิภาพในการตรวจที่รวดเร็วและภาพที่ได้มีความชัดเจนมาก ร่วมกับความสามารถในการประยุกต์ความรู้ทางการแพทย์มาใช้ ทำให้สามารถตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ง่ายด้วย วิธีการตรวจนี้ ข้อดี คือ

ง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องใส่เครื่องมือที่เป็นท่อยาวเข้าไปในลำไส้
ไม่ต้องให้ยานอนหลับ
สามารถเห็นอวัยวะอื่นๆในช่องท้องได้ในการตรวจเดียว
สามารถตรวจลำไส้ใหญ่ในตำแหน่งที่การส่องกล้องไม่สามารถตรวจได้
โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ลำไส้ทะลุ ต่ำมาก
ตรวจได้รวดเร็วภายในเวลา 15-20 นาที มีข้อมูลงานวิจัยพบว่าการตรวจติ่งเนื้อขนาดตั้งแต่ 8 มม มีความแม่นยำเท่ากับการตรวจด้วยการส่องกล้อง

ควรเริ่มตรวจหาเนื้องอกที่ลำไส้ใหญ่ด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เมื่อไร

อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปในผู้ที่ไม่มีประวัติในครอบครัว
อายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปในผู้ที่มีประวัติโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในครอบครัว (บิดา มารดา พี่ และ น้อง)
มีอาการบางอย่าง เช่น มีเลือดปนอุจจาระ ปวดบิดในช่องท้องบ่อย มีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะของอุจจาระ
เคยตรวจพบติ่งเนื้อ ( pre-cancerous or cancerous polyps ) ในลำไส้ใหญ่
เคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
เคยมีอาการถ่ายเป็นเลือดจากลำไส้อักเสบ
ตรวจพบว่าเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก (iron deficiency anemia) ภายใน 6 เดือน
ตรวจพบเม็ดเลือดแดงในอุจจาระ (positive fecal occult blood test) ภายใน 6 เดือน
น้ำหนักลดเกิน 5 กิโลกรัมในช่วงเวลา 1 ปีโดยหาสาเหตุไม่พบ

การเตรียมตัวเพื่อรับการตรวจ

การตรวจจะคล้ายกับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ในส่วนอื่นๆของร่างกาย เนื่องจากผู้ป่วยอาจจำเป็นที่จะต้องได้รับสารทึบรังสีเข้าทางหลอดเลือด ดังนั้นผู้ป่วยจะต้องงดน้ำและอาหารก่อนการตรวจ 6 ชั่วโมง และแจ้งข้อมูลเพื่อเตรียมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ได้แก่

โรคหอบหืด
โรคไตหรือมีระดับสารครีเอตินีนสูง
มีประวัติแพ้อาหารทะเล แพ้ยา หรือเคยแพ้สารทึบรังสีจากการตรวจเอกซเรย์มาก่อน

และเนื่องจากต้องดูรายละเอียดของผนังลำไส้จึงจำเป็นที่จะต้องเตรียมลำไส้ให้สะอาดก่อนการตรวจ

ขั้นตอนการตรวจ

1. สวนลมเข้าไปในลำไส้ใหญ่ผ่านทางทวารหนัก
2. นอนนิ่งบนเตียงตรวจในท่าที่เจ้าหน้าที่จัดให้
3. ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เช่นการหายใจเข้า-ออก และการกลั้นหายใจ เพื่อให้ภาพที่ได้จากการตรวจคมชัด
4. ทำการตรวจเก็บข้อมูลด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
5. นำข้อมูลมาประมวลผลและสร้างภาพลำไส้ ทั้ง 2 และ 3 มิติ

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
สถาบันหัวใจเพอร์เฟคฮาร์ท-ปิยะเวท โทร 026256500
หรือ mailto:p_paijit@piyavate.com